คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

อาหาร…คนไข้โรคมะเร็ง

คนไข้โรคมะเร็ง ควรยึดหลักการเลือกอาหารต้านมะเร็ง และต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้พลังงานและมีโปรตีนสูง อย่างไรก็ดีคนไข้โรคมะเร็งที่ได้รับการรักษา โดยเคมีบำบัด หรือรังสีรักษา มักเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา การเลือกอาหารจึงมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

อาหาร,คนไข้,โรคมะเร็ง,โภชนาการ

1.อาการเบื่ออาหาร ควรให้กินอาหารทีละน้อยๆ เพิ่มความถี่ของมื้ออาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด หรืออาหารทอดมันๆ ควรกินอาหารที่เย็นแทนอาหารร้อนควรกินอาหารแห้ง เช่น ขนมปังปิ้ง ขนมปังแครกเกอร์ ไอศกรีมเชอเบต

2.อาการเป็นแผลในปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เช่น ปลาเค็ม ปูเค็ม เนื้อเค็ม หลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยวจัด แนะนำให้กินอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ ไม่เปรี้ยว ชา ไอศกรีมเชอเบต

3.อาการท้องเสีย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสงู หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ถ้าถ่ายมากแนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ ผักที่มีกากใยต่ำ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง

4.อาการท้องผูก ควรเพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ รวมทั้งการดื่มน้ำสะอาดมากๆ

5.อาการรับรสและกลิ่น อาหารเปลี่ยนแปลง ควรเพิ่มการแต่งรสและกลิ่นอาหาร โดยการใช้สมุนไพร น้ำมะนาว น้ำผลไม้ และมิ้นต์ เป็นต้น

6.ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งเป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่าย จึงควรกินอาหารที่สะอาด เช่น อาหารที่สุกใหม่ๆ ไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่เหลือเก็บ ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาด รวมทั้งการล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังกินอาหาร

พืชหัวพื้นบ้าน เผือก

พืชหัวพื้นบ้าน เผือก
พืชหัวพื้นบ้านที่มักคุ้นกันดี พอๆ กับมันเทศ เนื้อเผือกมีสีต่างกันตั้งแต่สีขาว เหลือง ส้ม แดง หรือม่วง

ในเมืองไทยพบมี 4 ชนิด คือ เผือกหอม มีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่สีเขียว เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก และเผือกตาแดง ที่ตาของหัวมีสีแดงเข้ม มีหัวเล็กๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมากกาบใบ เส้นใบสีแดง

ทั้งนี้ใบและยอดเผือกนำมาใช้เป็นผักได้ แต่ที่นิยมมากคือ หัวเผือก นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ทอด แกง ขนมหวาน เผือกมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ช่วยบำรุงสุขภาพ อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินซี แคลเซียม ฯลฯ

สลด! หนุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถูก จยย. วิ่งสวนทาง ชนดับคาที่

(10 พ.ย.) เวลา 21.00 น. ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ หะรังสี ร้อยเวร สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถ จยย.ชนกัน ที่หน้าร้านอาหารครัวสมพงษ์ ถนนสุขาประชาสรรค์ หมู่ 6 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดตรวจสอบ

%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 2 ช่องจราจร รถวิ่งสวนทางกัน ที่ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าท่าน้ำปากเกร็ด พบรถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 สีดำ-น้ำเงิน ทะเบียน กกธ 186 นนทบุรี ทราบชื่อผู้ขับขี่คือ นายบุญยงค์ อายุ 33 ปี อาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สุขาประชาสรรค์ เบอร์ 276 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ มีเลือดออกปากและจมูก เนื่องจากศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่วนรถ จยย. คู่กรณี ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น MSX125 สีขาว-ดำ ทะเบียน 4 กข 5260 กทม. ทราบชื่อผู้ขับขี่คือ นายประเสริฐชัย อายุ 25 ปี ได้รับบาดเจ็บมีแผลแตกที่บริเวณคิ้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่ง รพ.กรมชลประทานปากเกร็ด

จากการสอบถามพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คันวิ่งสวนทางกัน โดยรถ จยย. ของผู้เสียชีวิตกำลังจะไปรับลูกค้า จากนั้นน่าจะเสียหลักเฉี่ยวชนกับรถคู่กรณี ทำให้ร่างผู้เสียชีวิตกระเด็นตกจากรถและบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน โดยหลังจากนี้จะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง ส่วนร่างผู้เสียชีวิตเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรต่อไป

ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ‘ติ๊งต่าง’ คดีฆ่าข่มขืน ด.ช. 7 ขวบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 พ.ย.) เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตัว นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง จำเลยในคดีล่วงละเมิดทางเพศ มาศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีฆ่าเด็กชาย วัย 7 ปี บริเวณยอดเขาภูผาสิงห์ ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556

%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95

เนื่องจากคดีนี้ จำเลย ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ประกอบกับเป็นผู้ทำแผนที่ยืนยันพฤติการณ์กระทำผิดด้วยตัวเอง จนตำรวจลงพื้นที่สืบสวน พบศพของผู้เสียชีวิตจริง ศาลชั้นต้นจึงตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยยื่นอุทธรณ์ในชั้นศาล อ้างว่าขณะเกิดเหตุไม่มีประจักษ์พยาน และถูกบังคับให้รับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์จริง แต่เนื่องจากในชั้นพนักงานสอบสวน จำเลยได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และเป็นผู้เสนอเขียนแผนที่ด้วยตัวเอง จนนำไปสู่การตรวจสอบพบโครงกระดูกผู้เสียชีวิตบรรจุถุงปุ๋ย บริเวณยอดเขาภูผาสิงห์ จังหวัดเลย

ประกอบกับในการรับสารภาพมีพยานหลายปาก เช่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, มูลนิธิกระจกเงา และทนายความ เป็นพยานยืนยัน พยานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอเชื่อได้ว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

สำหรับ นายติ๊งต่าง ก่อนหน้านี้ก็ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต กรณีข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี มาแล้ว 2 สำนวน โดยชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพ ประกอบด้วย

1. คดีหมายเลขดำ ที่ อ.602/2557 ของศาลจังหวัดพระโขนง กรณีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลวง ด.ญ.การ์ตูน อายุ 6 ขวบ ไปซื้อขนมก่อนจะพาเข้าไปในพงหญ้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบริ่ง แล้วทำร้ายเด็กหญิงจนหมดสติก่อนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่

2. คดีหมายเลขดำ ที่ อ.163/2558 ของศาลอาญา กรณี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยได้พราก ด.ญ.หญิง อายุ 4 ขวบเศษไปจากผู้เป็นตาซึ่งเป็นผู้ปกครอง ระหว่างไปขายของที่งานกาชาดอำเภอเมืองเลย โดยจำเลยพูดจาหลอกล่อว่าจะพาไปเดินเล่นและซื้อแล้วใช้กำลังบีบบังคับฉุดลากเด็กหญิงเข้าไปในป่าละเมาะห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 400 เมตร และจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงจนสำเร็จความใคร่ แล้วใช้มือบีบคอทำให้ขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย

เลวระยำแก๊งมอดไม้บังคับควายกินยาบ้า

(1 พ.ย.) เมื่อเวลา 02.00 น. นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท และ นายสุเมธ จารุรัตน์ ผช.หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย เดินเท้าเข้าไปในป่าลึกเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยาง-แม่อาง เขตพื้นที่เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ในพื้นที่ บ้านดง-นาแก หมู่ 5 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ลำปาง หลังจากที่ชุดลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ได้เข้าชาร์จ เพื่อที่จะจับกุมกลุ่มลักลอบขนไม้ชิงชัน เกล็ดแดง แปรรูป โดยใช้ควายเทียมเกวียนในการชักลากไม้เถื่อนเตรียมที่จะออกจากป่าแห่งนี้

เลวระยำแก๊งมอดไม้บังคับควายกินยาบ้า

ผู้ต้องหาได้วิ่งหลบหนีหายไปกลับความมืดทั้งหมด รวมทั้งพยายามที่ตัดเชือก จูงควายหนีแต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่ยึดไว้ได้ พบของกลางทั้งหมดเป็นควาย 4 ตัว เกวียน 2 เล่ม ไม้ชิงชัน ไม้เกล็ดแดง ขนาดใหญ่ความยาวท่อนละไม่ต่ำกว่า 2 เมตร จำนวน 4 ท่อนเหลี่ยม

สำหรับการเข้าจับกุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติได้เฝ้าติดตามแกะรอย มาจากพื้นที่ อ.งาว จ.ลำปาง เดินลัดเละตามสันเจามาเรื่อยๆ หลังจากได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มนายทุนข้ามชาติเข้ามาว่างจ้างกลุ่มมอดไม้ในพื้นที่เข้าไปลักลอบตัดไม้ชิงชันในป่าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โยจะใช้ทุกวิถีทางในการเข้าไปลักลอบตัดไม้ชนิดนี้ จึงเฝ้าติดตามมานานกว่า 3 คืน ถึงจะพบ

ส่วนควายทั้ง 4 ตัวทางเจ้าหน้าที่ คาดว่า น่าจะให้กินน้ำดื่มที่ผสมยาบ้าเข้าไปเพราะเส้นทางในการชักลากไม้ครั้งนี้ ยากลำบากมากและควายทุกตัวมีสภาพอาการที่น่าสงสารมาก โดยเจ้าหน้าที่กำชับให้นำควายไปเลี้ยงดูที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทอย่างดี พร้อมเร่งตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

สำนักพระราชวังแจ้งการขอเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

สำนักพระราชวัง แจ้งว่า หลังจากการพระราชพิธีทางบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศล

%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82

ผู้มีความประสงค์ขอเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สามารถแสดงความจำนงขอเป็นเจ้าภาพได้ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างหนังสือการขอร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ที่ www.brh.thaigov.net ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป หรือ ขอตัวอย่างหนังสือได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) และเมื่อเขียนหรือพิมพ์ครบถ้วนแล้ว สามารถส่งมาที่สำนักพระราชวัง ได้ 4 ช่องทางคือ

(1.) ส่งเอกสารด้วยตนเองที่ฝ่ายทะเบียน อาคาร 601 สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
(2.) ส่งเอกสารทางโทรสารหมายเลข 022808708
(3.)ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ พร้อมจ่าหน้าซองถึง เรียนเลขาธิการพระราชวัง สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 และ
(4.) ส่งทาง E-mail address : brh@palaces.mail.go.th โดยแสกนเป็นไฟล์ PDF

เมื่อผู้ขอได้ส่งเอกสารการจองเป็นเจ้าภาพร่วมในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แล้ว สำนักพระราชวัง จะส่งหนังสือตอบรับ กำหนดวันและแจ้งรายละเอียดในการเป็นเจ้าภาพให้ทราบ ก่อนวันและเวลาที่ท่านเป็นเจ้าภาพ 15 วัน

สาวไทยแฉ หนุ่มพันล้านทิ้งน้าไปแต่งดารา พรากลูกน้อยจากอก

จากกรณีที่เว็บไซต์ เน็กซ์ชาร์ก ของอินโดนีเซีย มีการแชร์เรื่องราวของ ปาโบล ปูเตรา เบนัว นักธุรกิจพันล้าน เข้าพิธีแต่งงานกับ เรย์ อูตามี พิธีกรรายการทีวีและนักแสดงตลกชื่อดัง หลังเจอกันผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่ แล้วศึกษาดูใจกันแค่ 7 วัน

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%89-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b4

โดยขณะออกเดตในวันที่ 2 นายปาโบลพาแฟนสาวไปซื้อรถฮอนด้า HRV ราคา 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ วันต่อมาให้ของขวัญเป็นนาฬิกาข้อมือ ราคา 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวเป็นที่วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์นั้น

ล่าสุด (22 ต.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊กของหญิงสาวชาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งเธออ้างว่า ปาโบล ปูเตรา เบนัว เคยแต่งงานกับน้าสาวของตน ซึ่งเป็นสาวไทยชื่อว่าเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และยังมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ก่อนจะกล่าวหาฝ่ายหญิงแล้วก็บอกเลิก พร้อมเอาลูกชายไปเลี้ยง โดยระบุว่า

“ตอนนี้อาจจะมีคำพูดเช่น รู้ตั้งนานทำไมเพิ่งมาแฉ เราก็ต้องตอบว่า เพราะตอนนั้นมันยังไม่เป็นข่าว พอเป็นข่าวใครๆ ต่างก็ชื่นชมในตัวผู้ชาย เราอยากให้โลกรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ดีอย่างที่ทุกคนคิด ผู้ชายใส่ร้ายน้าเราว่าคบ 2 คน มันเป็นการโยนขี้กันชัดๆ เพราะน้าเราแต่งงานด้วย อยู่ด้วยกัน ต้องอุ้มท้องและคลอด จะเอาเวลาไหนไปมีคนอื่น

แถมน้าเราก็รักเค้ามาก ตอนแรกน้าเรานึกว่าสามีใจดีให้กลับมาเยี่ยมบ้าน ระหว่างอยู่ไทย สามีน้าก็อัดคลิปลูกให้ดู พอน้าเราจะกลับไปอินโด สามีน้ากลับมีคนอื่น และบอกไม่ให้กลับ #และไม่ให้เจอลูก ทางกฎหมาย ของไทยและอินโดไม่เหมือนกัน ผู้ชายก็มีอิทธิพล เราสู้ทางนั้นไม่ไหว อีกอย่างต้องใช้เงินเยอะมากๆค่ะที่จะจ้างที่ปรึกษาและทนาย”

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวที่หญิงสาวโพสต์ ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย บางรายแนะนำข้อกฎหมาย ขณะที่บางรายก็ไม่เชื่อว่าสิ่งที่เธออ้างเป็นเรื่องจริง

สุโขทัยโชว์ภาพประทับใจได้เข้าเฝ้าถวายพวงมาลัย

นางพรพรรณ ดิลกวัฒนา ประธานชมรมคนรักในหลวงสุโขทัย ได้นำภาพที่เก็บไว้มานึกย้อนอดีตความประทับใจ และเล่าว่าตั้งแต่จำความได้ ได้เห็นพระราชกรณียกิจมาโดยตลอด ในสมัยที่เรียนที่โรงเรียนสตรีวิทยา ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านจะเสด็จ เพื่อเปลี่ยนเครื่องทรงที่วัดพระแก้วในทุกฤดู ก็จะเตรียมร้อยมาลัยแล้วนำผ้าขาวบางหุ้มแช่เย็นไว้ เช้ามาก็จะไปจองที่นั่งด้านหน้าแต่เช้า

%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%88

เมื่อพระองค์ท่านเสด็จผ่านประมาณสามโมงเย็น ก็จะถวายพวงมาลัย ซึ่งจะรู้สึกซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่สุด เมื่อได้เห็นสายพระเนตรที่มองลงมา ส่วนภาพนี้ได้นำมาขยายใหญ่ ติดไว้บนประตูทางเข้าห้องอาหาร เพื่อเป็นสิริมงคลปกเกล้าปกกระหม่อม

ส่วนในบทบาทของประธานชมรมคนรักในหลวงสุโขทัย นั้น ได้ดำเนินรอยเท้าพ่อด้วยการรวบรวมสมาชิกทั้งจังหวัดเพื่อเทิดพระเกียรติราชวงศ์ พร้อมการน้อมนำโครงการในพระราชดำริ เช่น โครงการเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสมาชิกชมรม และปรับใช้แนวทางพระราชดำริเข้าไปบรรยายตามชุมชนทุกตำบล รวมถึงร่วมใจกัน ปลูกป่า ทำฝาย

ซึ่งนอกจากการได้ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวแล้ว เด็กนักเรียนที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมกับชมรมจะได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย

ประวัติหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว

%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%871

หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จ.ฉะเชิงเทรา หนึ่งในพระเกจิชื่อดังในอดีต

วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านล้วนเป็นที่นิยมสะสมของพุทธศาสนิกชน และนักนิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ และปัจจุบันนับว่าหาดูหาเช่าได้ยากยิ่ง เพราะผู้มีไว้ต่างหวงแหน โดยเฉพาะที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษคือ “ลิงแกะ” ที่แกะจากรากต้นรักและรากต้นพุดซ้อนอันทรงพุทธานุภาพ ซึ่ง “พันธุ์แท้พระเครื่อง” ได้เคยนำเสนอไปแล้วและ “เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2481” ที่จะได้กล่าวถึงในฉบับนี้ครับผม พระครูพิบูลย์คณารักษ์ หรือที่รู้จักในนาม หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางวัว หรือวัดอุสภาราม จ.ฉะเชิงเทรา เกิดที่บ้านบางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2420 เมื่ออายุครบบวชในปี พ.ศ.2440 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดบางวัว โดยมีพระอาจารย์ดิษฐ์ วัดบางสมัคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ่าง วัดบางสมัคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปลอด วัดบางวัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ นับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ครองสมณเพศจนตลอดอายุขัย ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2495

       เราคือคาสิโนที่เล่นได้ที่บ้าน ผ่านเว็บ คาสิโนออนไลน์ สล็อตออนไลน์ หนึ่งในบริการดีๆ ที่ออกแบบมาเพื่อท่านลูกค้าโดยเฉพาะ พร้อมกับให้ทุกๆ ท่านได้พนัน slotonline กันอย่างเต็มที่ โดยนักเดิมพันจะได้สนุกและลุ้นรับเงินโบนัส แจ๊กพ๊อตมากมาย ผ่านตัวเกมส์ที่ท่านเลือกเล่นได้ง่ายๆ ที่นี่ที่เดียว http://starvegas-slot.com

หลวงพ่อดิ่งเป็นพระภิกษุที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีเมตตาจิต และเชี่ยวชาญแตกฉานในทุกสาขาวิชา รวมถึงคาถาอาคมและพุทธาคมต่างๆ ที่ได้ศึกษาจากพระอาจารย์ซึ่งเป็นเกจิชื่อดังในยุคนั้น อาทิ พระอาจารย์ดิษฐ์ วัดบางสมัคร ฉะเชิงเทรา หลวงพ่อเปิ้น วัดบ้านเก่า ชลบุรี และหลวงพ่อเป้อะ วัดจวนเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการเป็นต้น ท่านเป็นที่รักเคารพและศรัทธาของบรรดาพุทธศาสนิกชน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วัตถุมงคลของท่านล้วนทรงไว้ซึ่งพุทธานุภาพเป็นที่นิยมสะสมทั้งสิ้น นอกเหนือจาก “ลิงไม้แกะ” แล้ว “เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2481” ก็นับเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาอย่างสูงเช่นกัน

พระเครื่อง “เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก ปี 2481” ท่านสร้างในโอกาสทำบุญอายุครบ 61 ปี โดยสร้างเป็นเนื้อทองแดง และเพิ่มเนื้อพิเศษสำหรับแจกกรรมการเป็นเนื้อเงินลงยา ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก มีลักษณะเป็นเหรียญปั๊ม หูเชื่อมเช่นเดียวกัน เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก เนื้อทองแดง ด้านหน้ายกขอบโดยรอบ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อดิ่งครึ่งรูป มีอักษรไทยกำกับโดยรอบว่า “พระครูพิบูลย์คณารักษ์ เจ้าคณะแขวงอำเภอบางปะกง วัดอุสภาราม ฉะเชิงเทรา” ด้านหลัง ยกขอบโดยรอบ ตรงกลางเป็นยันต์ ภายในบรรจุอักขระขอมว่า “มิ มะ นะ อะ อุ” ล่างสุดเป็นปี พ.ศ.ที่สร้างคือ “พ.ศ.๒๔๘๑” ส่วนเหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก เนื้อเงินลงยา ด้านหน้า กรอบใน ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อดิ่งครึ่งรูป ด้านบนเป็นปี พ.ศ. “๒๔๘๑” กรอบนอก เป็นอักษรไทยจารึกว่า “ทำบุญ ที่ระลึก อายุ ๖๑ ปี พระครูพิบูลย์คณารักษ์” ด้านหลังพื้นเรียบ

ชื่อ หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ ยังคงเป็นที่รำลึกและเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์โดยถ้วน หน้า วัตถุมงคลต่างๆ ลิงไม้แกะหลวงพ่อดิ่ง ของท่านก็ยังคงได้รับความนิยมและเป็นที่แสวงหาอย่างสูง ปัจจุบันยังมีศิษย์เอกรูปสุดท้ายของท่านคือ หลวงปู่ฟู อติภัทโท วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพระเกจิชื่อดังแห่งภาคตะวันออก ลูกศิษย์ลูกหามากมายเช่นกัน แว่วมาว่ากำลังจัดสร้างวัตถุมงคล พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง หลวงพ่อดิ่งลองติดตามข่าวคราวกันดูครับผม ข่าวพระเครื่อง พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์

ความตายของสื่อสิ่งพิมพ์ ความท้าทายของสังคมอนาคต

เป็นความท้าทายยิ่งของสังคมสมัยใหม่…ที่กำลังก้าวเดินไปสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 สังคมของโลกดิจิตอล สังคมที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยโครงข่ายอิเลคทรอนิคส์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม โลกของสังคมโซเชียลมีเดีย

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e

ความเชื่อของของสังคมกระแสหลักเชื่อว่า คิดว่า สังคมเราจำเป็นต้องมุ่งหน้าไปสู่สังคม อิเลคทรอนิคส์มากขึ้น ๆ ในทุกมิติของชีวิตของสังคม ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การผลิต การสังสรรค์ ฯลฯ ซึ่งภาพของสังคมในอนาคตจะเป็นอย่างไรเป็นสิ่งที่ยากแก่การคาดเดาได้

แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น และถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุด น่าตระหนกที่สุด…ก็คือ นวัตกรรมที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นนวัตกรรมที่ล้ำค่า ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบศตวรรษ ที่ผ่านมากำลังจะตาย กำลังจะหาย กำลังจะกลายเป็นสิ่งของไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโดยรวมอีกต่อไปนั้นก็คือ…สื่อสิ่งพิมพ์

“หนังสือ” สื่อที่บรรจุสาระที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายร้อยปี สื่อที่ทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์ รังสรรค์ปัญญาให้กับมวลมนุษย์ชาติ มานานแสนนาน ผ่านรูปแบบต่างๆที่เราคุ้นเคยกันดี ทั้ง หนังสื่อพิมพ์ วารสาร นิตยสาร พ็อกเก็ตบุ๊ค หรือแม้กระทั้ง แผ่นพับ กำลังจะล้มหายตายจากไปจริงๆหรือ…?

วันนี้ เราได้ยินข่าวการปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์บ่อยขึ้น ทั้งในต่างประเทศและในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทสาระและ บันเทิง ในขณะที่ พ็อกเก็ตบุ๊ค ก็มีน้อยรายมากที่จะมีการตีพิมพ์หนังสือออกมาแล้วขายดิบขายดี ได้เหมือนก่อนหน้า

การทยอยล้มหายของสื่อสิ่งพิมพ์ ในเมืองไทย ยิ่งน่าสนใจยิ่ง ว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อภาพรวมของสังคมไทยอย่างไรบ้าง

ในยุคที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นขุมคลังแห่งปัญญาที่ถ่ายทอดให้กับคนในสังคม นอกเหนือจากสังคมในสถาบันการศึกษา ก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ ต่างๆ หนังสือในทุกรูปแบบ เป็นเสมือนหน้าต่างของการเปิดโลกทัศน์ของผู้คนให้ได้พบกับสิ่งใหม่ สิ่งที่ต่อยอดความรู้เดิม ขยายโลกทัศน์ของเราให้กว้างขวางเป็นปัญญาชน เป็นผู้ที่มีความคิดกว้างไกล แต่วันนี้ หนังสื่อต่างๆเหล่านั้นกลับทยอยปิดตัวลง เหมือนหน้าต่างไม้บานเก่าที่ถูกปิดลงๆ ไป

จริงอยู่ว่า ปัจจุบัน เรามีสื่อสมัยใหม่ ที่ทันสมัยและสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เชื่อมโยงเชื่อมต่อได้ทั่วโลกเปรียบเสมือนหน้าต่างหลายมิติ …แต่…คำถามก็คือ….คนปัจจุบันใช้หน้าต่างเหล่านี้ เพื่ออะไร….? สามารถปลูกถ่ายภูมิปัญญาให้กับคนได้มากน้อยเพียงใด…? คนปัจจุบันใช้หน้าต่างเหล่านี้เพื่อสร้างความรู้ความสามารถกันมากน้อยเพียงใด …ใช้หน้าต่างเหล่านี้เพื่อความบันเทิง เพื่อสนองความต้องการพื้นฐาน อยากรู้เรื่องของเหล่าคนดัง มากน้อยเพียงใด…?

สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายยิ่งของสังคมไทย….ที่เรามุ่งจะไปสู่ยุค 4.0 ยุคของการปฏิวัติอุสาหกรรมไปสู่ยุคดิจิตอล…ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆกำลังเดินหน้าไปไม่หยุดยั้ง แต่ คนของเราพร้อม และ เลือกที่จะใช้เครื่องมือมาสร้างภูมิปัญญา เพื่อสร้างสังคมในรูปแบบใดในอนาคต…เป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่ง