คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

จับไอ้ปุ้มปุ้ย ขืนใจสาวในรพ.หนองคาย สารภาพด้วยสีหน้าเรียบเฉย

จับไอ้ปุ้มปุ้ย ขืนใจสาวในรพ.หนองคาย สารภาพด้วยสีหน้าเรียบเฉย

798222-01

จับไอ้ปุ้มปุ้ย ขืนใจสาวใน รพ.หนองคาย ตร.คุมตัวสอบเครียด สารภาพสีหน้าเรียบเฉย รับก่อเหตุจริง

ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผบก.ภ.จังหวัดหนองคาย สั่งการให้ พ.ต.อ.วุฒิชัย จันโทภาส ผกก.สภ.เมืองหนองคาย พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา ผกก.ตม.หนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรอรับตัว นายปุ้มปุ้ย อายุ 23 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุขืนใจและทำร้ายร่างกายผู้ช่วยพยาบาลสาววัย 25 ปี
บริเวณด้านข้างโรงซักรีดภายในโรงพยาบาลหนองคาย เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 16 ก.ค.60 ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยประสานทางการลาว จับกุมตัวได้ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
ต่อมาเจ้าหน้าที่จาก สปป.ลาว ได้นำ นายปุ้มปุ้ย มาทำการสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย โดย มีผบก.ภ.จังหวัดหนองคาย ทำการสอบสวนด้วยตนเอง ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายปุ้มปุ้ย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุภายในโรงพยาบาลหนองคาย ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำตัวไปทำแผน นายปุ้มปุ้ยมีสีหน้าเรียบเฉย พร้อมยอมรับว่าได้ลงมือก่อเหตุข่มขืนผู้เสียหายจริง โดยใช้อาวุธมีดบังคับ หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป สปป.ลาว

สำหรับข้อมูลของนายปุ้มปุ้ยทราบว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นชาว สปป.ลาว พักอาศัยไม่เป็นหลักแหล่ง ชอบดื่มสุราขาว เวลาเมาก็จะหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว เคยก่อเหตุขอเงินจากผู้สูงอายุที่มาออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อไปซื้อเหล้ามากิน แต่ไม่ได้จึงทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต ถูกจับเข้าเรือนจำได้ 4 เดือน แล้วปล่อยออกมาเนื่องจากเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่ามีอาการทางจิต จากนั้นได้ก่อเหตุข่มขืนหญิงมีอายุคนหนึ่งขณะออกไปหาปูตามทุ่งนาจนกระทั่งล่าสุดมาก่อเหตุกับผู้ช่วยเหลือคนไข้ของโรงพยาบาลหนองคาย

หนุ่มวัย 24 เผย! ขายสินค้าจากเครื่องจักสาน มีรายได้เลี้ยงตัวเองวันละ 2-3 พันบาท

หนุ่มวัย 24 เผย! ขายสินค้าจากเครื่องจักสาน มีรายได้เลี้ยงตัวเองวันละ 2-3 พันบาท

797972-02

หนุ่มสุรินทร์ ขายสินค้าเครื่องจักสานไม้ไผ่ทำมือ อุปกรณ์ดักสัตว์ จับปลา มีรายได้เลี้ยงตัวเอง วันละ 2-3 พันบาทที่ริมถนนสาย 226 สุรินทร์-ศีขรภูมิ ฝั่งขาเข้าตัวเมืองสุรินทร์ ตรงข้ามปั้ม ปตท.บ้านตะบัล ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบร้านจำหน่ายสินค้าเครื่องจักสานไม้ไผ่ทำมือ ชื่อร้านเจ้อร เครื่องจักสานอุปกรณ์จับปลา ซึ่งถ้าหากมองเผินๆ เหมือนกับเป็นร้านเล็กๆ ที่ดูแล้วเหมือนไม่น่าจะมีสินค้ามากมายนักแต่พอได้เข้าไปดูภายในร้าน ถือว่าเป็นที่จำหน่ายสินค้าเครื่องจักรสานไม้ไผ่ทำด้วยมือ แบบครบวงจรเลยก็ว่าได้ มีทั้ง สุ่มไก่ ไซดักปลา ตาข่ายดักนก ลอบดักกุ้ง แหหว่านปลา มองดักปลา เบ็ด กับดักหนู แปลนอนไม้ไผ่ กรงนก เตาถ่าน และครก สาก เป็นต้น เปิดขายตั้งแต่เช้า 06.00 – 17.00 น.ของทุกวัน ปิดเฉพาะวันที่ไปรับสินค้า

ซึ่งมีนายวนคร แข็งกล้า อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 ม.2 ต.โนน อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ เจ้าของร้านเผยว่า ได้ไปรับซื้อสินค้าต่างๆ มาจากชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดอุบลราชธานี มาจำหน่าย ซึ่งอุปกรณ์ที่ขายดีในช่วงนี้ จะเป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับการดักปลาจับปลา เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนในแต่ละวันจะมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อกันอย่างไม่ขาดสาย สร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่ต่ำกว่าวันละ 2-3 พันบาท แล้วแต่ลูกค้ามากน้อย ถือว่าเป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน และชาวบ้านที่มีอาชีพทำเครื่องจักสานไม้ไผ่ขายได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยลูกค้าสามารถสั่งสินค้านอกเหนือจากร้านตนวางจำหน่ายได้ หรือโทรสั่งได้ที่เบอร์ 092-427-6902

ตำรวจแจงขั้นตอน ขอผู้ร้ายข้ามแดน “บอส-วรยุทธ” คดีขับรถชนตำรวจท่องหล่อ

ตำรวจแจงขั้นตอน ขอผู้ร้ายข้ามแดน “บอส-วรยุทธ” คดีขับรถชนตำรวจท่องหล่อ

55ตำรวจแจงขั้นตอนขอผู้ร้ายข้ามแดน “บอส-วรยุทธ” คดีขับรถชนตำรวจท่องหล่อ พร้อมประสาน 190 ประเทศช่วยติดตามตัว

จากกรณี นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เร่งรัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ส่งเอกสารประกอบคำร้องขอผู้ร้ายข้ามเเดน กรณีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อดีตผู้บังคับหมู่ปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2555 มาให้อัยการฯ ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจยังไม่มีคำขอส่งมา และการประชุมร่วมกันที่ผ่านมาได้พูดชัดเจนว่าให้ทำคำขอส่งผู้ร้ายข้ามเเดนส่งมา เเต่ปัจจุบันนี้คำขอยังไม่มาแต่อย่างใด ส่วนจะติดขั้นตอนไหนไม่ทราบ เป็นเรื่องภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้

ล่าสุด ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 17 กรกฎาคม มีรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูงว่า ในขั้นตอนส่งคำร้องขอผู้ร้ายข้ามแดนของ นายวรยุทธ นั้น อันดับแรกเป็นหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) หรือ ตำรวจ สน.ทองหล่อ พื้นที่รับผิดชอบทำสำนวนคดี โดยต้องแปลเอกสารสำนวนคดีเป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งมาให้กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจดูรายละเอียดว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่

ซึ่งเอกสารไม่ได้มีอะไรมากมาย หลัก ๆ คือสำนวนการสืบสวนสอบสวน เมื่อกองการต่างประเทศตรวจเสร็จแล้วก็จะส่งให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พิจารณาเซ็นรับรองคำร้องเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อส่งให้อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ดำเนินการในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่ขณะนี้ขั้นตอนยังอยู่ที่ บช.น. หรือ สน.ทองหล่อ

ส่วนการติดตามตัวนายวรยุทธ เป็นขั้นตอนหลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งคำร้องผู้ร้ายข้ามแดนให้ทางอธิบดีอัยการฯ จากนั้นก็จะต้องดำเนินการติดตามจับกุม โดยเบื้องต้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สืบเสาะหาแหล่งที่อยู่ของผู้ต้องหาควบคู่กันไป โดยส่งหนังสือขอความร่วมมือกับ 190 ประเทศ ให้ช่วยติดตาม แต่ยังไม่มีประเทศแจ้งกลับมา คาดว่าอาจจะติดปัญหาที่นายวรยุทธ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือมีหนังสือเดินทางหลายเล่มทำให้อาจจะติดตามตัวยาก

โรคตาแดง สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และวิธีรักษาโรคตาแดง

โรคตาแดง สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และวิธีรักษาโรคตาแดง
โรคตาแดง (Conjunctivitis) นับได้ว่าเป็นอีกโรคหนึ่งที่หลาย ๆ คนต่างคุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะน้ำท่วม หรือฤดูฝนที่โรคตาแดงมักระบาด จัดเป็นโรคระบาดที่สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หลาย ๆ คนกังวลและหวาดกลัวกับโรคตาแดงนี้
สาเหตุของโรคตาแดง
– เกิดจากเชื้อไวรัส Viral Conjunctivitis ที่อยู่ในแหล่งน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา
– เกิดจากการติดเชื้อ S.epidermidis, S.aureus ก่อให้เกิดภาวะเยื่อบุตาอักเสบ
– เกิดจากการแพ้สิ่งต่างๆ รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น การแพ้ควันบุหรี่, ยา, เกสรดอกไม้ หรือฝุ่น เป็นต้น
– สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยเฉพาะสถานที่ที่มีผู้คนแออัด
– เกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ
– เกิดจากการโดนแมลงวัน หรือแมลงหวี่ตอมบริเวณดวงตา
– การไม่ล้างทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและมือ

อาการของโรคตาแดง
– ในระยะแรกหลังได้รับเชื้อจะเริ่มเกิดอาการเคืองตา บริเวณตาขาวจะค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเรื่อๆ ขึ้น เนื่องจากบริเวณเยื่อบุตาขาวเกิดเลือดออก
– ขณะที่มีน้ำตาไหลออกมาจะรู้สึกเจ็บตา ร่วมกับมีขี้ตาสีเหลืองอ่อนๆ หรือเป็นเมือกใสจำนวนมาก
– โดยมากจะเกิดที่บริเวณดวงตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงลามไปสู่ดวงตาอีกข้างหนึ่ง
– รู้สึกเจ็บบริเวณต่อน้ำเหลืองหลังใบหูและเกิดอาการบวมขึ้น
– หากเกิดการอักเสบบริเวณดวงตาดำจะรู้สึกเคืองตามากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดเป็นบาดแผลขึ้นที่บริเวณดวงตาดำชั่วคราว
– หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียขณะตื่นนอนตอนเช้ามักจะลืมตาไม่ขึ้น เนื่องจากบริเวณเปลือกตามีขี้ตาจำนวนมากติดกันเป็นก้อน แต่จะไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อจากไวรัสวิธีการรักษาและป้องกันโรคตาแดง
– แพทย์จะทำการรักษาตามอาการโดยหากมีขี้ตาจำนวนมากก็จะให้หยอดยาปฏิชีวนะ หรือหากเป็นไข้ ก็จะให้ยาลดไข้
– ผู้ป่วยควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่นอนดึก
– ช่วงเช้าหรือเที่ยงควรสวมแว่นตากันแดดป้องกันแสงที่จะเป็นอันตรายต่อดวงตา
– ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อย่างผ้าเช็ดหน้า, ผ้าเช็ดตัว หรือเสื้อผ้า เป็นต้น
– ควรหมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะขณะที่จะจับใบหน้าและดวงตา
– หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตาบ่อยๆ
– ผู้ติดเชื้อควรงดการลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำสาธารณะ เนื่องจากเชื้อจะกระจายและติดต่อสู่ผู้อื่นได้
– การใช้ยาหยอดตา ก่อนใช้ควรล้างมือให้สะอาด และหากใช้ยาเกิน 1 อาทิตย์ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ทั้งนี้ ดวงตาจัดเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกายเลยก็ว่าได้ หากเกิดอาการผิดปกติใดๆ ขึ้นกับดวงตา จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะหากไปช้าอาจไม่ทันการทำให้สูญเสียดวงตาคู่สวยไปได้ในที่สุดนั่นเอง

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร

น้ำมันมะพร้าว / น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร
สำหรับน้ำมันมะพร้าวนี้ในอดีตเรียกว่าเป็นน้ำมันพืชชนิดแรกๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาประกอบอาหารรับประทานกันเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันผู้คนได้มีการนำน้ำมันมะพร้าวนี้มาใช้ประโยชน์กันมากมายโดยเฉพาะในด้านความสวยความงาม แต่ไม่ค่อยนิยมนำไปบริโภคกันเช่นแต่ก่อน เพราะเชื่อกันว่าในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีกรดไขมันชนิดอิ่มตัวอยู่ค่อนข้างมากนั่นเอง แต่จะจริงหรือเท็จประการใด เราลองมาทำความรู้จักกับน้ำมันมะพร้าวนี้กันน้ำมันมะพร้าว/น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นคืออะไร?
โดยน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นน้ำมันที่ได้มาจากผลของมะพร้าวที่นำมาผ่านกระบวนการสกัดแยกน้ำมันออกจากเนื้อของผลมะพร้าวด้วยวิธีการที่เรียกว่าการสกัดเย็นโดยวิธีการทางธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูปทางเคมีเลย นั่นจึงทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้ออกมาจึงเป็นน้ำมันบริสุทธิ์ที่ใสเหมือนกับหยดน้ำเลยทีเดียว และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อีกด้วย และนั่นจึงทำให้มีชื่อเรียกน้ำมันมะพร้าวที่หลากหลายออกไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น เป็นต้น
ซึ่งเหล่านี้ก็คือน้ำมันมะพร้าวเพียงแต่มาสกัดจากของเหลวให้มีสถานะเป็นของแข็งในรูปน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และหากนำมาใช้งานก็สามารถกลับคืนสู่สถานะของเหลวได้อย่างง่ายเพียงโดนความร้อนเล็กน้อยเท่านั้น โดยหากเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ดีนั้นจะมีความใสบริสุทธิ์และไม่มีการตกตะกอนขึ้น รวมถึงกลิ่นนั้นต้องไม่เหม็นหืน หรือมีกลิ่นเปรี้ยว นอกจากนี้ต้องไม่หนืดหรือหนืดน้อย โดยเมื่อรับประทานต้องสามารถกลืนลงคอได้ง่าย และหากนำมาบำรุงผิวต้องซึมลงผิวได้ดี ไม่ทิ้งคราบมันไว้บนผิวประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าว/น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
– ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ทำให้ร่างกายสามารถขับของเสียหรือสารพิษตกค้างออกมาได้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่เริ่มรับประทานอาจมีอาการท้องเสียซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายมีการปรับตัว พร้อมกับบีบไล่ของเสียออกมา แต่หากรับประทานไปสักระยะแล้วยังมีอาการท้องเสียอยู่ ก็อาจเลี่ยงการรับประทาน เพราะอาจไม่เหมาะกับธาตุในร่างกายเรา
– สามารถนำมารับประทานได้ไม่ต้องกลัวความอ้วน เนื่องจากให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันประเภทอื่น แถมยังช่วยให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นด้วย ไม่ทำให้ไขมันสะสมพอกพูนในร่างกาย รวมถึงเป็นไขมันดีไม่ก่อสารอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ขึ้นอีกด้วย เพียงแต่รับประทานในปริมาณที่พอดีไม่มากจนเกินไปก็ไม่ต้องกลัวอ้วนแล้วล่ะ
– ช่วยป้องกันโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไต, โรคตับ ฯลฯ ช่วยบำรุงกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ภายในร่างกาย
– ช่วยเสริมสร้างกระดูให้แข็งแรง ไม่หัก หรือเปราะง่าย
– ช่วยคลายเครียด และบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น
– เหมาะสำหรับบรรดาคุณแม่ทั้งหลายที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกน้อยในครรภ์ รวมทั้งตัวคุณแม่เองก็ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
– ช่วยป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้ดี
– ช่วยป้องกันการเกิดอาการเหงือกบวม อักเสบ หรือเลือดออกตามไรฟัน รวมถึงกลิ่นปาก และการติดเชื้อโรคในลำคอด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถนำน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้มาใช้ในการบำรุงผิวพรรณ หรือหมักผม, บำรุงเล็บ, ใช้เป็นลิปบาล์มทาริมฝีปาก ตลอดจนป้องกันรอยหมองคล้ำใต้ตา เป็นต้น เรียกว่านำมาใช้ได้สารพัดประโยชน์จริงๆ

น้ำมันเมล็ดชาคามิลเลีย โอลิเฟรา

น้ำมันเมล็ดชาคามิลเลีย โอลิเฟรา สุดยอดประโยชน์และสรรพคุณบำรุงร่างกายและความงาม
หากเอ่ยถึงเรื่องของความสวยความงาม แน่นอนว่าบรรดาคุณผู้หญิงทั้งหลายต่างก็อยากมีผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งดุจสาวแรกแย้มตลอดเวลา และทำทุกวิถีทางเพื่อคงความอ่อนเยาว์นั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการใช้ครีมบำรุงผิวต่าง ๆ นานา ตลอดจนการเข้าสถานเสริมความงาม และโดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าอยากสวยให้เริ่มจากภายใน นั่นก็คือการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายนั่นเอง และส่วนประกอบที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการปรุงอาหารนั้นก็คือน้ำมัน ซึ่งจะดีแค่ไหนหากน้ำมันที่เรารับประทานเข้าไปช่วยบำรุงสุขภาพและเสริมความงามได้ดังเช่นน้ำมันเมล็ดชา วันนี้เรามีรายละเอียดพร้อมประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันเมล็ดชามาฝากกัน
น้ำมันเมล็ดชาคืออะไร?
น้ำมันเมล็ดชา คือ น้ำมันที่ได้จากการสกัดของต้นชาคามิลเลีย โอลิเฟรา (Camellia Oleifera) โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งชาวจีนในสมัยโบราณมักนำน้ำมันจากเมล็ดชานี้มาบำรุงเส้นผม และผิวพรรณกันเป็นประจำ เราจึงเห็นสาวจีนที่มักมีผิวพรรณดี และเส้นผมที่ดกดำเงางาม นอกจากนี้ชาวหูหนานยังมีการนำน้ำมันเมล็ดชานี้มาใช้เป็นเวลานานถึงกว่าพันปีเลยทีเดียวซึ่งภายในน้ำมันเมล็ดชานี้ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวและมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถทำการสังเคราะห์ขึ้นใช้ได้เอง โดยมีทั้งวิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินอี, วิตามินดี, โอเมก้า 3, โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ที่สำคัญคือเป็นน้ำมันที่ไม่มีกรดไขมันทรานส์อยู่ จึงดีต่อสุขภาพร่างกายของเราเป็นอย่างยิ่ง สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งทอด, ผัด, หมัก หรือจะนำมาปรุงเป็นน้ำสลัดก็ได้ รวมทั้งสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, แชมพู, ครีมนวดผม หรือโลชั่นต่าง ๆ ได้อีกด้วย
ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันเมล็ดชาคามิลเลีย โอลิเฟรา
– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย
– ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
– ลดอัตราเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ
– ช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรง ชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์
– ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่ม และมีสุขภาพดี

นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดชานี้ยังดีต่อสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์หลากหลายทั้งต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าน้ำมันชนิดนี้จะยิ่งได้รับความนิยมและแพร่หลายจนคุ้นหูกันมากขึ้นอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

เมล็ดแฟลกซ์ ประโยชน์และสรรพคุณดีๆของเมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์คืออะไร?
เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) เป็นเมล็ดจากต้นลินินที่มีมายาวนานตั้งแต่เมื่อราวสามพันปีก่อนเลยทีเดียว โดยเมล็ดธัญพืชชนิดนี้จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเมล็ดงา แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อนำมารับประทานมักนิยมนำมาบดก่อน เพื่อให้ร่างกายเราสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีมากกว่าการรับประทานทั้งเมล็ดนั่นเองประโยชน์ของเมล็ดแฟลกซ์มีอะไรบ้าง?
– ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง เพียงรับประทานให้ได้ในปริมาณ 100 กรัมของทุกวัน ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
– ช่วยป้องกันและแก้อาการจากโรคซึมเศร้าได้ดี เนื่องจากมีสารที่มีความสำคัญในการปรับสมดุลของร่างกายอย่าง EPA และ DHA อยู่นั่นเอง
– ช่วยป้องกันการมีบุตรยาก เนื่องจากมีสารที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยให้สเปิร์มในผู้ชายแข็งแรง ทำให้สามารถมีลูกได้ง่ายนั่นเอง
– ช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรง ไม่เปราะบางหรือแตกหักง่าย เนื่องจากมีกรดโอเมก้า 3
– ดีต่อระบบขับถ่าย เนื่องจากมีกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำอยู่สูง ไม่เสี่ยงต่อโรคในลำไส้ หรือภาวะท้องผูก และโรคริดสีดวงทวาร
– มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง ช่วยให้ผิวพรรณดี และป้องกันโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
– ช่วยป้องกันภาวะวัยทองในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน โดยมีสารที่เรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน ทำให้ไม่เกิดอารมณ์แปรปรวนง่าย
– ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้ เนื่องจากมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้เข้าไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ดี
– ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงได้ดี เนื่องจากมีทั้งไขมันโอเมก้า 3 และกรดอัลฟาไลโปอิก
– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งร้ายต่างๆ ที่มักแอบย่องเข้ามาคร่าชีวิตเราได้ง่ายๆ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงนั่นเอง
ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นอุดมด้วยประโยชน์และคุณค่าที่ดีต่อร่างกายอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายได้มากกว่าเกิดผลดี นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่ รวมทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ลำไส้อุดตัน หรือผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย ควรงดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดธัญพืชชนิดนี้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเอง

5 ตัวช่วยที่ทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้น

Closeup woman hand  holding pocket book to read.
Closeup woman hand holding pocket book to read.

เวลาจะอ่านหนังสือสอบ หรืออ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนก็เถอะ บางทีก็รู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงที่อยากจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลย TT แต่จะไม่อ่านก็ไม่ได้ Sanook! Campus เลยมีเคล็ดลับแต่ไม่ลับมาแนะนำที่อาจจะทำให้น้องๆ รู้สึกอยากหยิบหนังสือมาอ่านกัน

1.ประโยคเด็ดๆ ที่สร้างแรงกระตุ้นให้เราพร้อมสู้ทุกสถานการณ์ อาจจะเป็นประโยคที่เราชอบและรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ สิ่งนี้ก็อาจจะช่วยให้เราหันมาสนใจหยิบหนังสือมาอ่านกัน^^
2.สิ่งแวดล้อมรอบข้าง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน อาจจะลองเปลี่ยนบรรยากาศหามุมธรรมชาติสีเขียวๆ หรือระเบียงบ้านที่มีมุมสวยๆ อาจจะช่วยให้น้องๆ อ่านหนังสือกันเพลินจนลืมเวลาเลยก็ได้

3. อ่านหนังสือกับเพื่อนๆ หลายคนย่อมดีกว่าคนเดียว หลายๆ คนช่วยกันติวช่วยกันอ่าน บางทีเราอาจจะได้มุมมองในการอ่านหนังสือใหม่ๆ จากเพื่อนๆที่อยู่ข้างๆ เราก็เป็นได้นะ
4.ให้หนังสืออยู่ข้างๆ ตัวเราเสมอๆ อย่างน้อยต้องมีติดตัวเราสักเล่ม วิธีนี้จะช่วยทำให้เคยชินกับการหยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทำบ่อยๆ เดี๋ยวการไม่อยากอ่านหนังสือก็กลายเป็นเรื่องไม่ยากล่ะ

5.ตารางการอ่านหนังสือ ทำตารางขึ้นมาคล้ายๆๆกับการโน้ตสิ่งสำคัญ เป็นการกำหนดช่วงเวลาที่จะมาอ่านหนังสือ จัดสรรเวลาให้ลงตัว จะได้มีเวลาผ่อนคลายหลังจากอ่านหนังสือจะได้ไม่เครียดเกินไป

ถ้าน้องๆ ทำได้รับรองเป็นหนอนหนังสือที่พกความรู้เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะสอบหรือทำการบ้านข้อไหนก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน ถ้าเริ่มฝึกตัวเองให้อ่านหนังสือเยอะๆ ได้ก็เป็นผลที่ดีกับตัวน้องๆ เองในวันข้างหน้านะครับ^^

ทําไมประเทศญี่ปุ่นถึงเกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง?.

japan-earthquake-300x200การเกิดแผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะว่าเรานั้นอาศัยอยู่บนแผนเปลือกโลกที่สามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวก็สามารถที่จะเกิดได้ตลอดเวลาด้วยเช่นเดียวกัน แผ่นเปลือกโลกสามารถขยับได้ทุกเมื่อ ขยับแรงมากหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ตัวเราเองจะสามารถรู้สึกได้ ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในประเทศไทยเราก็เกิดขึ้นมาแล้ว แต่อาจจะไม่รุนแรงเท่ากับประเทศหนึ่งคือ “ประเทศญี่ปุ่น”

ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวได้บ่อยมาก ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับที่นั่นไปแล้ว เกิดได้ทั้งการสั่นไหวแบบเบาๆ และข่าวล่าสุดที่มีแผ่นดินไหวจนเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง นอกจากนั้นก็ยังมีการสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายต่อหลายครั้ง ที่ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวได้แทบทุกวัน บางครั้งก็มีการสั่นไหวแบบที่สามารถรู้สึกได้แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก

– ภูมิประเทศของประเทศญี่ปุ่นนั้นอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่มีการเกิดภูเขาไฟระเบิดได้บ่อยครั้ง ทำให้เกิดการสั่นไหวและเกิดการสั่นสะเทือนได้อย่างรุนแรง จึงมีการเกิดแผ่นดินไหวได้มากครั้งที่สุด

– ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีรอยเลื่อนหรือรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกอยู่มาก เพราะมีแผ่นเปลือกโลกที่ต่อกันอยู่ 4 แผ่น รอยต่อของแผ่นเปลือกโลกนั้นสามารถขยับได้อยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมที่ประเทศญี่ปุ่นถึงได้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ่อยนัก

รอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ญี่ปุ่น สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และยิ่งมีมากโอกาสจะเกิดก็บ่อยขึ้น เราจึงจะได้ทราบข่าวกันบ่อยๆ ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นมีแผ่นดินไหวบ่อย ความรุนแรงก็มีทุกระดับที่เกิดขึ้น ที่ประเทศญี่ปุ่นจึงมีการป้องกันตัวเองและหนทางปฏิบัติตัวเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาตินี้อยู่ตลอดเวลา จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มีการรักษาความปลอดภัย และคนในบ้านเมืองต่างก็รู้จักวิธีการที่จะทำให้ตัวเองนั้นปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่ถ้ารุนแรงอย่างคราวที่เกิดสึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างมากมายก็ยากนักที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่ธรรมชาติสร้างขึ้นได้

ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามที่เกิดแผ่นดินไหว ไม่ควรจะอยู่ในที่สูง ควรหาที่หลบที่ปลอดภัยมากที่สุด และตั้งสติให้ได้มากที่สุด ซึ่งแทบทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม จะมีการเตือนภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยธรรมชาติจะรุนแรงและลงโทษมนุษย์อย่างเรามากเพียงใด เชื่อว่าเมื่อพ้นเหตุการณ์ร้ายๆ นี้ไปแล้ว มนุษย์เราทุกคนพร้อมที่จะให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือกับทุกอย่างที่พังทลาย และไว้อาลัยกับทุกชีวิตที่เสียไป

หัวใส! มธ.แก้ปัญหานศ.ใช้รถส่วนตัวด้วย “รถไฟฟ้า” ที่แรกของมหาวิทยาลัยไทย

3

จากปัญหาสิ่งแวดล้อม และการใช้รถยนต์ส่วนตัวของนักศึกษาภายในสถาบัน และเพื่อสนอง SMART CITY มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวรถบัสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Bus) และรถบัสพลังงานไฟฟ้า (EV) โดยถือเป็นมหาวิทยาลัยไทยแห่งแรกที่มีการใช้รถบัสประเภทนี้

โดยภายในมหาวิทยาลัยจะมีการให้บริการรถบัสไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 30 ที่นั่งจำนวน 1 คัน และรถบัสไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าจำนวน 5 คัน ซึ่งอนาคตวางแผนที่จะเปลี่ยนรถให้บริการภายในมหาวิทยาลัยและระหว่างศูนย์ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าและพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ทั้งหมด
รถบัสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar Bus )จำนวน 1 คัน ที่นำมาใช้ให้บริการ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 800 คน ต่อวัน หรือ 292,000 คน/ปี และรถบัสพลังงานไฟฟ้า( EV ) 5 คันรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมดประมาณ 4,000 คนต่อวันหรือ 1,460,000 คน/ปี มีการให้บริการ 1 สาย ระยะทางไปกลับ 10 กิโลเมตร ซึ่งใน 1 ปีจะทดแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์ของนักศึกษา , ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ เป็นจำนวนมาก